Breaking News
You are here: Home » ข่าวทั่วไป » 4 ลูกยิงชี้ชัยจากผู้บัญชาการเกมลูกหนังโลกไม่ลืม (มีคลิป)

4 ลูกยิงชี้ชัยจากผู้บัญชาการเกมลูกหนังโลกไม่ลืม (มีคลิป)

http://www.manuclub.com/V4/wp-content/uploads/2016/01/page.jpg

แฟนบอลทุกคนต่างรู้จักนักเตะประเภทนี้ดี เขาคือคนที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และมีทัศนคติของความเป็น ‘ผู้นำ’ ที่มีความสามารถก้าวขึ้นมาแบกทีมในช่วงเวลาที่ต้องการมากที่สุดและพาทีมไปสู่ชัยชนะ

ในตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม นักเตะเหล่านี้เหมือนจะรู้ว่าควรทำอะไรและในตอนไหน ก่อนจะสร้างนาทีอันน่าจดจำในประวัติศาสตร์ฟุตบอลขึ้นมา

ซึ่งก็มีหลายช่วงเวลาที่พวกเขาวาดลวดลายบนฟลอร์หญ้า พร้อมกับสถาปนาตัวเองเป็น ‘บอส’ ผู้กำหนดทิศทางของเกมบนโลกลูกหนัง

และโฟร์โฟร์ทูก็ได้คัดเหตุการณ์คลาสสิคดังกล่าวจากนักเตะผู้เป็น ‘บอส’ ที่สามารถชี้ขาดเกมด้วยตัวคนเดียวมาให้แฟนๆได้รำลึกกัน


สตีเวน เจอร์ราร์ด v โอลิมเปียกอส, แชมเปี้ยนส์ลีก, 2004

มีน้อยคนนักจะสามารถคาดเดาได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกมที่ลิเวอร์พูลเจอกับโอลิมเปียกอสในแมตช์สุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ลีกปี 2005

“หงส์แดง” ต้องชนะตั้งแต่ 2 ประตูขึ้นไปจึงจะเข้ารอบ แต่พวกเขาก็โดนสอยตาข่ายไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 26 เมื่อริวัลโด้ตำนานทีมชาติบราซิลซัดฟรีคิกให้ทีมจากกรีซขึ้นนำ 1-0

ทำให้ตอนนี้ต้องยิงให้ได้ 3 ลูกและประตูจาก ฟลอร็อง ซินามา-ปงโกลล์ กับ นีล เมลเลอร์ ก็ทำให้เจ้าถิ่นมีโอกาส จากนั้นก็มาถึงช่วงเวลาของเจอร์ราร์ด ซึ่งตอนนั้นกัปตันทีม “เดอะ เร้ดส์” ต้องสวมบทฮีโร่บ่อยครั้งเหลือเกิน แต่ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

จากจังหวะที่บอลทะลักออกมาตรงหน้ากรอบเขตโทษ ‘บอส’ ของลิเวอร์พูลตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมาก็วิ่งเข้าไปตะบันเต็มข้อลูกพุ่งเสียบโคนเสาไปอย่างเฉียบขาด

และนั่นทำให้เส้นทางแชมเปี้ยนส์ลีกของลิเวอร์พูลยังดำเนินอยู่ต่อไป จนการเดินทางได้สิ้นสุดลงพร้อมกับเป็นฝ่ายได้ชูถ้วยหูใหญ่ในบั้นปลาย หลังจากที่ชนะจุดโทษต่อเอซี มิลาน ในค่ำคืนแห่งปาฏิหาริย์ที่อิสตันบูล


ซีเนดีน ซีดาน v ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ, 2002

ที่ผ่านมามีใครที่เป็น ‘บอส’ ในสนามที่ยิ่งใหญ่กว่าอดีตซูเปอร์สตาร์ฟ้าประทานแห่งทีมชาติฝรั่งเศสอีกล่ะ? และเกมนัดชิงดำบอลยุโรปปี 2002 กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน อาจเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้

เมื่อใกล้เข้าสู่ช่วงพักครึ่ง เรอัล มาดริดที่ถูกมองว่าเป็นต่อบานเบอะยังเสมอกับ “นายห้างขายยา” 1-1 ในเกมอันสุดสูสีที่แฮมพ์เดน พาร์ค

แต่ในตอนนั้นเองนาทีมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น จากการที่ โรแบร์โต้ คาร์ลอส ครอสบอลมาถึงจอมทัพเฟร้นช์แมนที่ยืนว่างในกรอบเขตโทษ และในช่วงเวลาดังกล่าวแทบจะดำเนินไปแบบสโลว์โมชั่น เมื่อซีดานเอี้ยวตัวแล้ววอลเล่ย์ด้วยเท้าซ้ายบอลฮุคเข้า 3 เหลี่ยมบนซุกก้นตาข่าย

แล้วเจ้าตัวก็วิ่งฉลองประตูของตัวเองพร้อมกับคำรามอย่างสะใจ ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าแม้แต่ซีดานเองยังรู้ว่าลูกนี้มันพิเศษ พิเศษเอามากๆ


เดวิด เบ็คแฮม v กรีซ, ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก, 2001

เขาได้กระโดดดีใจและกางแขนพร้อมกับยืนตระหง่านต่อหน้าแฟนบอลที่เข้ามาเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาอันน่าเหลือเชื่อนี้

ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากที่เบ็คแฮมปั่นฟรีคิกพาทีมชาติอังกฤษผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002 โดยอัตโนมัติ

จากจังหวะที่ เท็ดดี้ เชอริงแฮม โดนทำฟาวล์ระยะเกือบ 8 หลาหน้ากรอบเขตโทษ และศูนย์หน้าตัวเก๋าก็ตั้งใจจะยิงด้วยตัวเอง ถึงแม้จะไม่ชัดเจนว่าเป็นการฟาวล์ก็จริง แต่ถ้าไม่มีมัน นาทีประวัติศาสตร์คงไม่เกิดขึ้น

โดยเบ็คแฮมได้ขอเพื่อนร่วมทีมอาสารับหน้าที่ในช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม และกัปตันทีม “สิงโตคำราม” ก็บรรจงปั่นเข้าไปอย่างงดงาม ชนิดที่ อันโตนิส นิโคโปลิดิส ผู้รักษาประตูชาวกรีกแทบจะไม่ได้ขยับ ทำได้เพียงมองลูกบอลโค้งผ่านกำแพง 4 คนก่อนจะพุ่งเสียบเข้ามุมบนซ้ายอย่างเฉียบขาด

ซึ่งถือว่าประจวบเหมาะจริงๆที่เกมนี้เตะในโอลด์ แทรฟฟอร์ด และไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ชมต่างเฮกันสนามแทบแตก นั่นจึงทำให้ซีนนี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเบ็คแฮมตลอด 1 ทศวรรษเศษที่ค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว


มาริโอ เกิตเซ v อาร์เจนติน่า, ฟุตบอลโลก นัดชิงชนะเลิศ, 2014

มันคือเกมฟุตบอลโลกนัดชิงดำที่บราซิล และทั่วทั้งโลกต่างก็จับตาดูบรรดาสตาร์ลูกหนังทั้งจากเยอรมันและอาร์เจนติน่าที่ต้องมาเผชิญหน้ากันโดยมีถ้วยฟีฟ่า เวิลด์ คัพ เป็นเดิมพัน

ตลอด 90 นาทีเสมอกันอยู่ 0-0 ความเข้มข้นค่อยๆทวีขึ้นเมื่อดำเนินไปสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ และต้องการใครสักคนที่รับบทฮีโร่พาประเทศของตัวเองเถลิงแชมป์ ซึ่งคนนั้นก็เป็น มาริโอ เกิตเซ

โดยเมื่อเข็มนาฬิกาขยับถึงนาทีที่ 113 อังเดร ชูร์เล ได้กระชากขึ้นมาทางกราบซ้ายและเปิดบอลแหวกกองหลัง 2 คนเข้ามาในกรอบเขตโทษที่เกิตเซกำลังรออยู่

แล้วกองกลางจากค่าย “เสือใต้” ก็พักบอลลงด้วยอกซึ่งเกือบจะแรงจนสุดเอื้อม แต่เจ้าตัวก็ยังใช้เท้าซ้ายฮาล์ฟวอลเล่ย์แบบสุดเหยียดเข้าไปตุงตาข่าย ทำเอาแฟนๆถึงกับฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง

และมันก็ได้ถูกบรรจุอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเป็น ‘บอส’ อันสุดคลาสสิคที่โลกต้องสยบอยู่ใต้อุ้งเท้าแล้วในตอนนี้

ข้อมูลจาก :: www.fourfourtwo.com/th

Scroll To Top